วอเตอร์ฟาสติ้ง วิธีลดน้ำหนักที่ควรทำความเข้าใจก่อนเริ่ม

คุณเชื่อไหมว่าคนเราอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ด้วยการดื่มน้ำอย่างเดียว และมีคนที่ทำ วอเตอร์ฟาสติ้ง (water fasting) หรือการลดน้ำหนักด้วยการไม่กินอะไรเลยนอกจากน้ำ เป็นเวลากว่า 1 ปี แล้วลดน้ำหนักได้กว่าร้อยกิโลกรัม ด้วยแนวคิดสุดโต่งที่ว่า ถ้าร่างกายขาดอาหารได้ แต่ขาดน้ำไม่ได้ งั้นดื่มแต่น้ำก็พอแล้ว
โดยปกติแล้ววอเตอร์ฟาสติ้งใช้เวลาราว 24-72 ชั่วโมง หรือประมาณ 1-3 วัน แล้วจึงค่อยๆ กลับมากินอาหารตามปกติ ปัจจุบันวิธีนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะการลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทำอย่างสม่ำเสมอถึงจะเห็นผลสำเร็จ ในขณะที่การทำ water fasting นั้นช่วยลดน้ำหนักได้รวดเร็ว แถมยังเหนื่อยน้อยที่สุด แต่ที่คุณควรรู้ไว้ก็คือนี่ไม่ใช่วิธีที่เหมาะกับทุกคน
มนุษย์เรารู้จักการฝึกอดอาหารมาเนิ่นนานหลายพันปีแล้วด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป โดยร่างกายของเรามีกลไกธรรมชาติที่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้แต่แม้ไม่ได้กินอาหารนานหลายวัน แต่เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้การทำ water fasting ได้รับความนิยมก็คงเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2508 เมื่อชายชาวสกอตแลนด์คนหนึ่งชื่อว่า Angus Barbieri มีปัญหาน้ำหนักเกินขั้นรุนแรง หลังจากปรึกษาแพทย์แล้ว เขาตัดสินใจอดอาหาร ดื่มเพียงน้ำ ชา กาแฟ โซดา และทานวิตามินเสริมภูมิคุ้มกันเป็นเวลานานถึง 382 วัน จน Guinness Book ต้องบันทึกเอาไว้ โดยเขาลดน้ำหนักไปได้ถึง 125 กก. เลยทีเดียว และไม่พบว่ามีอาการผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น
วอเตอร์ฟาสติ้งดีอย่างไร ทำไมหลายคนชอบทำกัน
นอกจากน้ำหนักที่ลดลงเพราะอดอาหารแล้ว การทำ water fasting ยังเชื่อกันว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายดังต่อไปนี้
• อาจช่วยในกระบวนการ autophagy หรือรีไซเคิลเซลล์ในร่างกายเพื่อให้เซลล์ใหม่แข็งแรงกว่าเดิม
• อาจช่วยลดความดันเลือดสำหรับผู้ที่มีความดันสูง
• อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของฮอร์โมนสำคัญอย่างอินซูลินและเลปตินที่ช่วยในการควบคุมไขมันในร่างกาย
• อาจลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น เบาหวาน มะเร็ง และโรคหัวใจ เป็นต้น
ทว่าประโยชน์เหล่านี้ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือมารองรับมากพอ ในขณะเดียวกัน วอเตอร์ฟาสติ้ง ยังส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
• รู้สึกอ่อนเพลีย เวียนหัวง่าย หลงลืม คลื่นไส้
• ท้องผูก
• ความดันต่ำเฉียบพลัน
• มวลกล้ามเนื้อลดลง
• ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น
• อาการป่วยที่เป็นอยู่แย่ลง เช่น โรคเกาต์ เบาหวาน หรือเสี่ยงเป็นโรคกินไม่หยุดได้เมื่อสิ้นสุดระยะการทำ water fasting

นอกจากนี้ สภาพร่างกายก็เป็นข้อจำกัดสำคัญ คุณไม่ควรทำวอเตอร์ฟาสติ้งหากเข้าข่ายต่อไปนี้
• มีอาการป่วย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เกาต์ โรคเกี่ยวกับตับ ไต ไทรอยด์ หัวใจ เป็นต้น
• อายุต่ำกว่า 18 ปี
• ผู้หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมลูก
• ผู้สูงอายุ
• ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์
ดังนั้น คุณควรคำนึงถึงข้อเสียและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นก่อนตัดสินใจทำวอเตอร์ฟาสติ้ง และควรปรึกษาแพทย์ รวมถึงผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อนเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม
ทำวอเตอร์ฟาสติ้งอย่างไรให้ปลอดภัยและได้ผลดี
คุณอาจยังสงสัยว่าการทำ water fasting สามารถกินอะไรได้บ้างนอกจากน้ำ คำตอบคือไม่ได้เลย ดื่มน้ำได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้มีหลักการที่ชัดเจนว่าสามารถดื่มอะไรนอกจากน้ำเปล่าได้บ้าง ควรทำนานแค่ไหนถึงดีที่สุด หรือควรทำบ่อยแค่ไหนในแต่ละเดือน อย่างไรก็ตาม เราแนะนำว่าควรเตรียมตัวให้พร้อมตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. กำหนดวัน โดยเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยการลองสักวันเดียวก่อน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ปลอดภัยกว่า ไม่จำเป็นต้องทำ water fasting 3 วันก็ได้ และควรเลือกเป็นวันหยุดที่คุณอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องเหนื่อยหรือเครียดจากการทำงาน
2. ก่อนถึงวันที่จะทำวอเตอร์ฟาสติ้งควรค่อยๆ ลดปริมาณอาหารและมื้ออาหารลงประมาณ 2-3 อาทิตย์ เช่น เริ่มจากงดมื้อเช้าอย่างเดียว เพิ่มเป็นงดสองมื้อ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวทัน
3. เมื่อเริ่มทำวอเตอร์ฟาสติ้งแล้ว ควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน หากถามว่าควรดื่มน้ำวันละกี่ลิตร คำตอบคือ 2 ลิตร เป็นอย่างน้อย และควรเลือกดื่มน้ำเปล่าเพราะประโยชน์ของน้ำเปล่าคือสามารถดื่มได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีน้ำตาล โซเดียม แคลอรี หรือสารอื่นๆ เจือปน
4. หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก ออกกำลังกาย หรือการเคลื่อนไหวเร็วๆ
5. หากิจกรรมที่ผ่อนคลายทำเพื่อลดความรู้สึกหิว เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง นั่งสมาธิ เป็นต้น
6. หากเวียนหัวมากๆ มีอาการคล้ายจะเป็นลม ให้หยุดทำ water fasting ทันทีและไปพบแพทย์
7. เมื่อครบกำหนดแล้ว ให้ค่อยๆ กลับมากินตามปกติทีละนิด โดยอาจเริ่มจากน้ำผัก น้ำผลไม้ โยเกิร์ต นม ที่ย่อยง่าย แล้วตามด้วยอาหารมื้อหนักๆ ทีหลัง
ระหว่าง intermittent fasting กับ water fasting วิธีไหนเหมาะกับคุณ
การลดน้ำหนักนั้นมีหลายวิธี ซึ่งการทำ intermittent fasting หรือ IF ก็เป็นอีกวิธีที่ได้รับความนิยมมาก ทั้งยังทำได้ง่ายและปลอดภัยกว่า water fasting อีกด้วย เพราะหลักการของ IF ก็คือการเลือกอดอาหารแบบจำกัดเวลาในแต่ละวันเช่น อดอาหาร 14-19 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น หรืออดแค่ 1-2 วันต่อสัปดาห์ นอกเวลาก็สามารถทานได้ตามปกติ วิธีนี้จะทำให้ร่างกายลดการหลั่งอินซูลิน และเพิ่มโกรทฮอร์โมนกับนอร์อีพิเนฟริน เพื่อช่วยเผาผลาญไขมันและพลังงาน โดยไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายเหมือน water fasting

ดื่มน้ำสิงห์เพื่อการทำวอเตอร์ฟาสติ้งที่มีประสิทธิภาพ
หัวใจสำคัญของการทำวอเตอร์ฟาสติ้งคือการดื่มน้ำ คุณจึงควรเลือกซื้อน้ำดื่มคุณภาพจากสิงห์ออนไลน์ พร้อมสะสมแต้มและลุ้นรับโปรโมชันมากมาย เมื่อสั่งซื้อครบ 500 บาท เราจัดส่งให้ฟรีถึงบ้าน โดยเรามีเครื่องดื่มให้เลือกมากมาย เช่น
• น้ำสิงห์ น้ำดื่มคุณภาพเยี่ยมที่ได้มาตรฐานสากล
• น้ำแร่เพอร์ร่า และน้ำแร่ฟิจิ ประโยชน์ของน้ำแร่คือมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย
• อิชิตันกรีนที

